แนะนำหลักสูตรภาษาจีนรูปแบบต่างๆ

สำหรับใครที่กำลังสนใจจะไป “เรียนภาษาจีน” ที่ประเทศจีน แล้วเคยหาข้อมูลหลักสูตร จะเห็นว่ามีหลักสูตรมากมายหลายแบบ ทั้งภาษาจีนระยะยาว ภาษาจีนระยะสั้น ซัมเมอร์แคมป์ วินเทอร์แคมป์ ภาษาจีนธุรกิจ ภาษาจีนเร่งรัด และอื่นๆอีกมากมาย แล้วหลักสูตรเหล่านี้ต่างกันยังไง มีจุดเด่น จุดด้อยในด้านไหนบ้าง วันนี้พวกเรา paisand จะรีวิวให้พอเห็นภาพ

ภาษาจีนระยะยาว VS ภาษาจีนระยะสั้น

หลักสูตรภาษาจีนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยภาพรวมลักษณะการเรียนจะคล้ายกันในแง่ของจำนวนชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์ โดยจะเรียนภาษาจีน วันจันทร์ – ศุกร์ วันละ 4 คาบ ช่วงประมาณ 8.00 – 12.00 น. หรืออาจจะมีการสลับคาบไปช่วงบ่ายบ้างในบางมหาวิทยาลัย แต่ระยะเวลาความนานของหลักสูตรต่างกัน ระยะยาวจะเรียนเป็นเทอมหรือปี ส่วนระยะสั้นจะนับเป็นสัปดาห์ โดยปกติหลักสูตรระยะสั้นจะเปิดในช่วงปิดเทอมของหลักสูตรระยะยาว

หลักสูตรภาษาจีนระยะยาว: จะเรียนเป็นเทอม (ประมาณ 4 – 5 เดือน) ใครที่สมัคร 1 ปี ก็คือเรียน 2 เทอม โดยปกติเริ่มเทอมที่เดือนมีนาคมและกันยายนของทุกปี แม้เดือนกันยายนจะนับเป็นเทอมที่1 และสำหรับการเรียนภาษาจีนสามารถสมัครเริ่มเข้าเรียนได้ทั้งสองเทอมแม้ไม่มีพื้นฐานภาษาเลยก็ตาม ครอบคลุมครบทั้ง 4 ทักษะ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน มีความลึกกว่าหลักสูตรระยะสั้น มีการสอบวัดผลหรือสอบเลื่อนระดับ

หลักสูตรภาษาจีนระยะสั้น: ระยะเวลาโดยทั่วไปจะมีตั้งแต่ 2 – 8 สัปดาห์ โดยปกติจะจัดขึ้นช่วงปิดเทอมของหลักสูตรภาษาจีนระยะยาว ซึ่งมักจะเริ่มหลักสูตรในเดือนกรกฎาคมและมกราคม เนื่องด้วยเวลาที่จำกัด จึงเป็นคอร์สสั้นๆที่เน้นการสื่อสาร เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป และได้ลองสัมผัสชีวิตในประเทศจีน

ภาษาจีนระยะสั้นมีหลายแบบเลือกดีๆ

ภาษาจีนระยะสั้นจะมีทั้งแบบที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัยจัดขึ้นมา กับแบบที่วันตามที่เอเจนซี่จัดขึ้น ก็มีความแตกต่างกันอยู่ ในแง่ของลักษณะการเรียน เพื่อนร่วมชั้น หรือว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย

ภาษาจีนระยะสั้นที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้น: มักจะจัดขึ้นในช่วงปิดเทอมของประเทศจีนทั้งฤดูร้อน (กรกฎาคม-สิงหาคม) และฤดูหนาว (มกราคม) เป็นหลักสูตรแยกมาจากเทอมหลักของระยะยาว จะมีการสอบวัดระดับ แบ่งระดับชั้นเรียน โดยหลักสูตรถูกออกแบบมาสำหรับการเรียนในช่วงเวลาสั้นๆให้มีประสิทธิผล และมีการสอบวัดผลเล็กน้อย (บางมหาวิทยาลัยก็มีการจัดหลักสูตรระยะสั้นออกมาเป็นช่วงๆที่ทับกับช่วงเปิดเทอมก็มีเหมือนกัน แต่น้อยมาก) ส่วนใหญ่ทางพี่จะเลือกส่งหลักสูตรแบบนี้ หลักสูตรที่แนะนำ กดที่นี่

ภาษาจีนระยะสั้นที่เอเจนซี่จัด: บางทีเราจะเห็นภาษาจีนระยะสั้น 1 เดือน แต่วันที่คาบเกี่ยวหรืออยู่ในช่วงการเปิดเทอมหลัก หลายๆครั้งที่เจอมาจากประสบการณ์ที่น้องๆเล่าให้ฟังคือ มันจะได้ประสิทธิผลที่ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะ 1.เนื่องจากเป็นการมาแทรกระหว่างเทอมและอยู่ในช่วงสั้นๆจึงจัดห้องแยกให้เรียน ไม่ได้ออกแบบหลักสูตรมาจริงจัง 2.พื้นฐานของนักเรียนมีความต่างกันพอสมควร แต่ต้องมาเรียนรวมกัน 3.แม้นักเรียนบางคนจะมีพื้นฐานสูงแล้วจนสามารถไปแทรกชั้นกับเด็กช่วงปกติได้ แต่ก็เรียนได้ไม่เต็มที่เพราะเขาเรียนกันมาก่อนแล้ว และบางช่วงเป็นช่วงสอบทำให้ไม่ได้เรียนอะไรเยอะ การจัดแบบนี้มีต้นทุนที่สูงกว่าและบางที่จัดรวมค่าเที่ยวไปด้วยทำให้ราคายิ่งสูง ดังนั้นเลือกดีๆ ควรจะถามให้ละเอียดถึงรูปแบบการเรียนที่จะได้เจอด้วย

ภาษาจีนระยะสั้น VS ซัมเมอร์แคมป์

สองอย่างนี้มีความคล้ายกันในแง่ของระยะเวลาเรียนที่สั้น แต่กลุ่มผู้เรียน หลักสูตร กิจกรรม และการใช้ชีวิต มีความต่างกัน ภาษาจีนระยะสั้น เป็นหลักสูตรที่จัดให้กับบุคคลทั่วไปไม่ว่าจะนักเรียนหรือวัยทำงานที่มีอายุ 16-50 ปี รูปแบบการเรียนจะเหมือนที่กล่าวไปข้างต้น แต่ ซัมเมอร์แคมป์ จะจัดมาสำหรับน้องๆ อายุ 12 – 16 ปี เป็นหลัก โดยการเรียนและกิจกรรมจะมีตารางที่แน่นอน รวมถึงการไปเที่ยวด้วย เพราะน้องๆยังเด็ก การเที่ยวเองยังมีความอันตราย ทั้งทริปจึงมีพี่เลี้ยงคอยดูแลตลอด คอยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ คอยควบคุมไม่ให้ทำเรื่องอันตราย รวมถึงการจัดห้องเรียนด้วยมักจะเป็นแบบ ภาษาจีนระยะสั้นที่เอเจนซี่จัด ดังนั้น การเลือกเรียนให้เหมาะสมกับตนเอง เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น น้องๆอายุ 16-17 ปี แล้วสามารถไปเรียนระยะสั้นทั่วไปได้ ได้ฝึกการใช้ชีวิต แต่สมัครไปซัมเมอร์แคมป์ที่เรียนกับเด็กๆ ก็จะทำให้เกิดความอึดอัดใจ ไม่สนุก และไม่ได้ประโยชน์ในการฝึกใช้ชีวิต ในขณะเดียวกันถ้าน้องคนนี้ไปเรียนระยะสั้นที่ผู้ใหญ่เรียน จะรู้สึกว่าได้พัฒนาทักษะภาษาจีนและการใช้ชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านวุฒิภาวะ ความไว้วางใจกันระหว่างน้องๆกับผู้ปกครอง ระดับภาษา และช่วงเวลาที่สามารถไปเรียนได้ด้วย

หลายครั้งที่พวกเราเห็นน้องๆหลายคนมีแววดีมาก ทั้งวินัยการใช้ชีวิตและภาษาจีนอยู่ในระดับที่ดี แต่ว่าต้องมาซัมเมอร์แคมป์กับเด็กๆที่มีพื้นฐานต่างกัน ทำให้ประโยชน์ที่ได้รับหายไปเยอะมาก เมื่อแนะนำหลักสูตรภาษาจีนระยะสั้นให้ ผู้ปกครองก็ยังไม่ไว้วางใจในตัวน้องๆเต็มที่ จึงทำให้น้องๆขาดโอกาสหลายอย่าง เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก

โดยส่วนใหญ่แล้ว ภาษาจีนระยะสั้น ทางพี่ซายและพี่แพนก็ไปดูแลน้องๆเหมือนกันในช่วงวันแรกๆ ทั้งรับสนามบิน พาเข้าหอพัก ลงทะเบียนเรียน ซื้อซิมโทรศัพท์ จนน้องๆสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น แล้วหลังจากนั้นน้องๆก็ใช้ชีวิตด้วยตัวเองแต่ก็ปรึกษากันได้ตลอด ส่วน ซัมเมอร์แคมป์ เป็นสิ่งที่พี่ซายถนัดและมีประสบการณ์ค่อนข้างมาก ไปดูแลมาเยอะ ก็จะบินไปกลับและอยู่พร้อมน้องๆเลย คอยเป็นพี่เลี้ยง คอยสอนการใช้ชีวิต เป็นต้น ดังนั้นจากประสบการณ์ที่เห็นมาเกือบทุกแบบแล้ว พร้อมกับพยายามทำความเข้าในน้องๆหลายคนที่ไปดูแลมา ทำให้สามารถพอจะบอกได้ถึงความแตกต่างในหลักสูตรต่างๆ

ภาษาจีนธุรกิจ และ ภาษาจีนเร่งรัด

ทั้งสองอย่างนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ภาษาจีนระยะยาว แต่จะแตกต่างกันในแง่ของจุดประสงค์และเวลาเรียน

ภาษาจีนธุรกิจ การเรียนจะเน้นภาษาจีนในเชิงธุรกิจมากกว่า ส่วนใหญ่แล้วผู้เรียนที่จะสมัครหลักสูตรนี้ ต้องมีพื้นฐานภาษาจีน มาแล้วพอสมควร แต่บางมหาวิทยาลัยก็รับสมัครนักเรียนตั้งแต่เริ่มต้นเลยก็มี โดยค่าเรียนจะสูงกว่าแบบธรรมดาเล็กน้อย แต่ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าควรเริ่มเรียนภาษาจีนแบบปกติก่อน เนื่องจากพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งคำศัพท์เบื้องต้น รูปประโยคเบื้องต้น หลักไวยกรณ์ ตลอดจนความกล้าและความคล่องแคล่วของการใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวัน ถ้าในชีวิตประจำวันภาษาจีนเรายังไม่แข็ง แล้วเราจะไปเก่งจีนในการทำธุรกิจได้อย่างไร เพราะจริงๆแล้วภาษาจีนธุรกิจคือระดับภาษาจีนที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่รวมๆก็คือการใช้ภาษาจีนทั่วไปแล้วเพิ่มศัพท์ทางธุรกิจเข้าไปและอาจจะมีชั้นเชิงมากกว่าเล็กน้อย คหสต.หลักสูตรนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่มีพื้นฐานมาแล้ว แล้วอยากจะต่อยอดไม่อยากเรียนภาษาจีนแบบเดิมๆ

ภาษาจีนเร่งรัด ชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์จะมากกว่าภาษาจีนระยะยาวทั่วไป เช่น ภาษาจีนทั่วไป ใน 1 สัปดาห์ จะเรียนประมาณ 20 คาบ (จ.-ศ. วันละ 4 คาบ) แต่ภาษาจีนเร่งรัดอาจจะได้ถึง 28-30 คาบ/สัปดาห์ เพราะเพิ่มการเรียนในช่วงบ่ายด้วยอีก 2 คาบ ทำให้ใน 1 เทอม อาจจะเรียนได้มากกว่า แบบปกติ 30- 50% แต่ก็มีข้อควรระวังคือ การเรียนภาษาจีนนอกจากเรียนในห้องเรียนแล้วยังต้องฝึกฝนจากการใช้ชีวิตข้างนอกห้องเรียนด้วย การเรียนเร่งรัดอาจจะทำให้เราอยู่แต่ในห้องเรียนเพราะเรียนเหนื่อยแล้วไม่อยากออกไปไหนและยังมีการบ้านอีก ในขณะที่เพื่อนที่เรียนหลักสูตรปกติเรียนเสร็จเที่ยงตอนบ่ายออกไปเที่ยว ได้ลองใช้ภาษาจีน ดังนั้นภาษาจีนเร่งรัด จึงเหมาะกับน้องที่เรียนหนักได้ และไม่ได้อยากไปใช้เวลาในการทำอย่างอื่นมาก เท่าที่พบเจอ หลายคนลงเรียนเร่งรัดในตอนแรกและตอนหลังขออาจารย์เปลี่ยนเป็นแบบปกติเพราะเรียนไม่ไหว จนทำให้มหาวิทยาลัยบางแห่งปิดหลักสูตรนี้ไปเพราะคนน้อย

ดังนั้น…เราจะเลือกเรียนแบบไหนดี?

ให้ดูที่จุดประสงค์ ความพร้อมในด้านเวลา เป็นปัจจัยหลัก

ภาษาจีนระยะยาว: เหมาะกับคนที่ต้องการ ผลลัพท์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีพื้นฐานมาก่อน การเรียนหลักสูตรระยะยาวจะทำให้เราเห็นผลที่ชัดเจน เพราะหลักสูตรออกแบบมาแล้ว มีการสอบวัดระดับเพื่อจัดชั้นเรียนที่ละเอียดกว่า มีการเรียนและการสอบวัดผล และเลื่อนไปเรียนระดับที่สูงกว่าในเทอมถัดไป มีเพื่อนที่อยู่ในระดับภาษาเดียวกัน เรียนด้วยกัน ฝึกไปด้วยกัน ระยะเวลาที่เราสะสมกับการเรียนและการใช้ชีวิต จะทำให้เราเก่งขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคง ยกตัวอย่าง น้องสมัครมาเรียน 1 เทอม ในเดือนแรกที่มา ฟังพูดแทบไม่ได้เลยเพราะไม่ชิน เดือนที่ 2 เริ่มพอพูดได้ฟังออก เริ่มทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียวได้ แต่ยังคงต้องปรับตัวกับเรื่องอื่นๆด้วย เช่น สถานที่ หรือระบบต่างๆในประเทศจีน พอจบเทอมแรกเริ่มใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวัน พอเอาตัวรอดได้ ชินที่แล้ว เริ่มสนุก พอกลับมาเทอม 2 เราชินแล้ว ไม่ต้องปรับตัวมากแล้ว ภาษาจีนพอได้แล้ว คราวนี้เราก็ได้พัฒนาทักษะอย่างเต็มที่

ภาษาจีนระยะสั้น: เหมาะกับน้องๆที่อาจจะมีเวลาไม่มาก ยังไม่พร้อมที่จะมายาว หรือจะเป็นช่วงปิดเทอมของน้องๆเองที่ไม่อยากทิ้งเวลาไปเฉยๆ การได้มาเรียนช่วงสั้นๆก็เป็นการเปิดโลกอย่างหนึ่ง อาจจะมาลองดูก่อนว่าชอบหรือไม่ ไม่เน้นผลลัพท์ด้านภาษา เพราะเวลาสั้นเกินไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย อย่างน้อยก็ ได้ประสบการณ์ ได้ลองใช้ชีวิต อนาคตอาจจะกลับมาเรียนยาวๆก็ได้ น้องๆบางคนเก่งแล้ว เรียนมาเยอะที่ไทย เพียงแต่ว่าหาโอกาสได้ลองใช้ภาษา การมาสั้นๆก็ช่วยให้ได้ refresh ตัวเอง ได้ลองใช้สิ่งที่รู้มา ถือเป็นทางเลือกที่ดี

ไม่ว่าน้องๆจะเลือกไปเรียนแบบไหน อาจจะด้วยปัจจัยต่างๆ ทั้งเวลา ความพร้อม หรือใดๆ พี่ซายและพี่แพนก็เอาใจช่วยให้พวกเราเก่งไปด้วยกัน ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปแบบไหนดีลองติดต่อปรึกษาเข้ามาก่อนได้เลย

บทความนี้เรียบเรียงและพิมพ์ด้วยตัวเองทุกตัวอักษร รวมถึงรูปภาพที่ใช้ก็ทำขึ้นหรือถ่ายมาด้วยตัวเอง จากประสบการณ์นับสิบปี ไม่ผ่านการใช้ AI ใดๆ ใครอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ ขอให้กด share จากต้นทาง อย่า copy ให้เครดิตกันด้วย เพราะทุกอย่างนี้ เป็นลิขสิทธื์ของ บริษัท พายแซนด์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ขอบคุณ